การคณะสงฆ์ หรือ งานคณะสงฆ์
******************* |
คำว่า "การ" เป็นคำนาม ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า "งาน" "สิ่งหรือเรื่องที่ต้องทำ" ถ้าอยู่หน้านาม หมายถึง "เรื่อง" "ธุระ" "หน้าที่"
ดังนั้น เมื่อรวม "การ" กับ "คณะสงฆ์" เป็น "การคณะสงฆ์" จึงหมายถึง "งานของคณะสงฆ์" "สิ่งหรือเรื่องที่คณะสงฆ์ต้องทำ" "สิ่งหรือเรื่องที่คณะสงฆ์ควรทำ" "ธุระของคณะสงฆ์" "หน้าที่ของคณะสงฆ์" โดยตรงได้แก่กิจการที่คณะสงฆ์ต้องกระทำหรือที่คณะสงฆ์ควรกระทำ กิจการที่เป็นงานของคณะสงฆ์
กิจการที่คณะสงฆ์ ต้องถือหรือควรถือเป็นธุระหน้าที่ เพราะเป็นกิจการขององค์กรปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนและทุกชั้น เพราะคณะสงฆ์ต้องดำเนินกิจการคณะสงฆ์โดยแท้
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มาตรา ๑๕ ตรี (๑) และ (๓) และข้อ ๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ.๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ กล่าวถึง "การ" ไว้โดยชัดเจนเป็น ๖ คือ
๑)การรักษาความเรียบร้อยดีงาม
๒)การศาสนศึกษา ๓)การศึกษาสงเคราะห์ ๔)การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๕)การสาธารณูปการ ๖)การสาธารณสงเคราะห์
กิจการคณะสงฆ์และกิจการพระศาสนา จะมีมากน้อยเพียงใดก็ตาม ย่อมรวมลงใน "การ" ทั้ง ๖ นี้ และการทั้ง ๖ นี้ เป็นงานในหน้าที่ขององค์กรปกครองคณะสงฆ์โดยแท้ แต่วิธีดำเนินการนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม
อนึ่ง การนิคหกรรม ตามมาตรา ๒๔-๒๕ ซึ่งแต่เดิมใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พุทธศักราช ๒๔๘๔ เรียกว่า "การวินิจฉัยอธิกรณ์" ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม
กล่าวโดยสรุปแล้ว "การ" ที่กล่าวมานี้ ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะ และ มหาเถรสมาคม ตลอดจนพระภิกษุ คณะบุคคล ที่มหาเถรสมาคมมอบให้เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ทั้งสิ้น
|
พระสังฆาธิการ
******************* |
"พระสังฆาธิการ" เป็นคำรวมตำแหน่งพระภิกษุผู้ปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ เริ่มใช้มาแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ จนถึงปัจจุบัน โดยมีกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ กำหนดนามเป็นครั้งแรก โดยเปลี่ยนคำว่า "พระคณาธิการ" มาเป็น "พระสังฆาธิการ" ให้สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินกิจการคณะสงฆ์ รวมคำว่า "พระ" "สังฆ" และ "อธิการ" เป็น "พระสังฆาธิการ" แปลตามรูปศัพท์ว่า "พระภิกษุผู้ทำงานโดยสิทธิขาดในทางคณะสงฆ์" "พระภิกษุผู้ทำงานคณะสงฆ์โดยมีอำนาจเต็มตามตำแหน่ง" ซึ่งในแม่บทท่านบัญญัติว่า หมายถึง "พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์" มีตำแหน่งดังนี้
๑) เจ้าคณะใหญ่ ๒) เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค ๓) เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด ๔) เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ ๕) เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล ๖) เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะและเจ้าอาวาสดังกล่าวนี้ เป็นผู้ทำงานคณะสงฆ์อย่างมีอำนาจเต็มตามกฎหมาย และครอบคลุมงานทุกส่วนในเขตปกครองหรือในวัด ส่วนรองเจ้าคณะ รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส จะมีอำนาจหน้าที่เต็มตามตำแหน่ง ก็เพราะได้รับการมอบหมาย จึงบัญญัตินามว่า "พระสังฆาธิการ" ซึ่งเทียบได้กับข้าราชการของฝ่ายราชอาณาจักร ส่วนเลขานุการเจ้าคณะและเลขานุการรองเจ้าคณะ หาได้เป็นพระสังฆาธิการไม่ เพราะเป็นเพียงผู้ทำการเลขานุการ
ความต่างแห่งพระคณาธิการ กับ พระสังฆาธิการ
พระคณาธิการ
"พระคณาธิการ" เป็นนามบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มีอำนาจหน้าที่เฉพาะการบริหารการคณะสงฆ์และการพระศาสนาตามที่กำหนดในองค์การทั้ง ๔ คือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ ในส่วนภูมิภาค เจ้าคณะตรวจการและเจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาคต่าง ๆ ก็เพียงทำหน้าที่ควบคุม สั่งการ และแนะนำ ชี้แจง กิจการอันเกี่ยวกับการบริหารการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ กฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบ ในชั้นจังหวัดและชั้นอำเภอ ได้แยกหน้าที่บริหารการคณะสงฆ์เป็นองค์การ มีกรรมการสงฆ์ประจำองค์การ โดยเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการสงฆ์จังหวัด เจ้าคณะอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการสงฆ์อำเภอ แม้ในตอนสุดท้ายแห่งการใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ในชั้นภาค ก็ได้กำหนดให้มีเจ้าคณะตรวจการประจำองค์การดังเช่นชั้นจังหวัดและอำเภอ แต่ยังมิได้แต่งตั้งเจ้าคณะตรวจการประจำองค์การตามที่กำหนดขึ้นใหม่ ก็ถูกยกเลิกเสีย ในชั้นตำบลและชั้นวัด เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาส คงรับปฏิบัติหน้าที่งานของทุกองค์การ
พระสังฆาธิการ
"พระสังฆาธิการ" เป็นนามบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ในเขตปกครองของตน คือ บริหารการคณะสงฆ์และการพระศาสนาตามที่กำหนดใน ๔ องค์การเดิม แต่มิได้จัดเป็นองค์การ ซึ่งเป็นตัวองค์กรบริหาร คงยึดเอาเฉพาะลักษณะงานในองค์การนั้น ๆ เปลี่ยนเรียกว่า "การ" กล่าวคือ ๑.การรักษาความเรียบร้อยดีงาม (เดิมคืองานในองค์การปกครอง) ๒.การศาสนศึกษา (เดิมคืองานในองค์การศึกษา) ๓.การเผยแผ่พระพุทธศาสนา (เดิมคืองานในองค์การเผยแผ่) ๔.การสาธารณูปการ และ ๕. เพิ่มการศึกษาสงเคราะห์และการสาธารสงเคราะห์เข้า พร้อมทั้งเอาการนิคหกรรม (เดิมคือการวินิจฉัยอธิกรณ์) รวมเข้าอยู่ในอำนาจหน้าที่เจ้าคณะชั้นนั้น ๆ เพื่อมิให้เกิดความถ่วงดุลแห่งอำนาจดังเช่นกฎหมายฉบับเดิม เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ได้กำหนดให้มีรองเจ้าคณะ เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะในชั้นนั้น ๆ อีกส่วนหนึ่ง แม้ในส่วนวัด ก็ให้มีรองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพื่อเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ
คุณสมบัติพระสังฆาธิการ
คุณความดีเฉพาะตัวของผู้จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆาธิการก็ดี ของผู้จะดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการต่อไปก็ดี เรียกว่า "คุณสมบัติพระสังฆาธิการ" แยกเป็น ๒ คือ
๑. คุณสมบัติทั่วไป กำหนดไว้ ๗ ได้แก่ ๑) มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง ๒) มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง ๓) มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย ๔) เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์ ๕) ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่ สมประกอบ หรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรคในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ ๖) ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน ๗) ไม่เคยถูกถอดถอนหรือถูกปลดจากตำแหน่งใด เพราะความผิดมาก่อน ๒. คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังความในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ.๒๕๔๑) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ข้อ ๗, ๑๐, ๑๔, ๑๘, ๒๒,๒๖, ๒๙, และ ๓๐ คุณสมบัติดังกล่าวนี้ คงกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ สูงไปกว่าที่กำหนดไว้เป็นการดียิ่ง และกำหนดตายตัวเฉพาะพรรษา นอกนั้นหากมีความจำเป็นผ่อนผันได้เฉพาะกรณี
จริยาพระสังฆาธิการ
จริยาพระสังฆาธิการ หมายถึง ข้อที่พระสังฆาธิการต้องปฏิบัติตาม บัญญัติไว้เพื่อเป็นหลักควบคุมพระสังฆาธิการ โดยมีบทบัญญัติดังนี้
๑. จริยา "ข้อ ๔๔ พระสังฆาธิการต้องเคารพเอื้อเฟื้อต่อกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช สังวรและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด
ข้อ ๔๕ พระสังฆาธิการต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้น ให้เสนอความเห็นทัดทานเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวมานั้นแล้ว แต่ผู้สั่งมิได้ถอนหรือแก้คำสั่งนั้น ถ้าคำสั่งนั้นไม่ผิดพระวินัยต้องปฏิบัติตาม แล้วรายงานจนถึงผู้สั่ง ในกรณีที่มีการทัดทานคำสั่งดังกล่าวในวรรคแรก ให้ผู้สั่งรายงานเรื่องทั้งหมดไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนเพื่อพิจารณาสั่งการ ในการปฏิบัติหน้าที่ ห้ามทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตพิเศษเป็นครั้งคราว ข้อ ๔๖ พระสังฆาธิการต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง มิให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา และห้ามมิให้ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควร ข้อ ๔๗ พระสังฆาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และห้ามมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่สมควร ข้อ ๔๘ พระสังฆาธิการต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนและผู้อยู่ในปกครอง ข้อ ๔๙ พระสังฆาธิการต้องรักษาส่งเสริมสามัคคีในหมู่คณะ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ชอบ ข้อ ๕๐ พระสังฆาธิการต้องอำนวยความสะดวกในหน้าที่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา ข้อ ๕๑ พระสังฆาธิการต้องรักษาข้อความอันเกี่ยวกับการคณะสงฆ์ที่ยังไม่ควรเปิดเผย" ทั้ง ๘ ข้อนี้ เป็นตัวจริยาอันพระสังฆาธิการต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เพราะละเมิดแล้ว ย่อมได้รับโทษฐานละเมิดจริยา
๒. การรักษาจริยา นอกจากจะบัญญัติให้พระสังฆาธิการต้องรับปฏิบัติตามกล่าว คือต้องรักษาจริยาสำหรับตัวเองแล้ว ยังบัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับคอยควบคุมและพิจารณาลงโทษในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาละเมิดจริยา ดังบทบัญญัติข้อ ๕๒ และ ๕๓
"ข้อ ๕๒ ให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มีหน้าที่ควบคุม ดูแล แนะนำ ชี้แจง หรือสั่งให้ผู้อยู่ในบังคับบัญชาปฏิบัติตามจริยาโดยเคร่งครัด
ถ้าผู้บังคับบัญชารู้อยู่ว่า ผู้อยู่ในบังคับบัญชาละเมิดจริยา ต้องพิจารณาว่า ความละเมิดของผู้อยู่ในบังคับบัญชานั้น อยู่ในอำนาจที่ตนจะสั่งลงโทษได้หรือไม่ ถ้าอยู่ในอำนาจที่ตนจะสั่งลงโทษได้ ก็ให้สั่งลงโทษ แล้วรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตน ถ้าเห็นว่าความละเมิดนั้น ควรจะลงโทษหนักกว่าที่ตนมีอำนาจที่จะสั่งลงโทษได้ ก็ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป เพื่อพิจารณาสั่งลงโทษตามควร
ผู้บังคับบัญชารูปใด ไม่จัดการลงโทษผู้อยู่ในบังคับบัญชาที่ละเมิดจริยาหรือจัดการลงโทษโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชารูปนั้นละเมิดจริยา
ข้อ ๕๓ พระสังฆาธิการรูปใด ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษฐานละเมิดจริยาต้องปฏิบัติตามทันที ถ้าเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการร้องทุกข์ แต่ถ้าปรากฏว่าเป็นการร้องทุกข์เท็จ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง"
๓. โทษฐานละเมิดจริยา โทษที่พระสังฆาธิการจะพึงได้รับ เพราะละเมิดจริยา มีหนักเบากว่ากันตามความละเมิด ตามความในข้อ ๕๔ ดังนี้
"ข้อ ๕๔ พระสังฆาธิการรูปใดประพฤติละเมิดจริยา ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ (๒) ปลดจากตำแหน่งหน้าที่ (๓) ตำหนิโทษ (๔) ภาคทัณฑ์" ๔. การถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ การถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ ต้องยึดหลักเกณฑ์และวิธีการตามความในข้อ ๕๕ ดังนี้ "ข้อ ๕๕ การถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่นั้น จะทำได้ต่อเมื่อพระสังฆาธิการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง แม้ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่ (๒) ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเกินกว่า ๓๐ วัน (๓) ขัดคำสั่งอันชอบด้วยการคณะสงฆ์ และการขัดคำสั่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์ (๔) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์ (๕) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดรายงานตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้ง เมื่อได้สอบสวนและได้ความจริงตามรายงานนั้นแล้ว ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้" |
เลขานุการ
|
เลขานุการทางคณะสงฆ์ เป็นตำแหน่งซึ่งบัญญัติไว้ในกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๒๓ และบัญญัติหน้าที่ไว้ว่า "ทำหน้าที่การเลขานุการ" เจ้าคณะชั้นตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค หน เป็นตำแหน่งที่มีปริมาณงานมากและขอบเขตกว้างขวาง งานซึ่งเกี่ยวกับการเลขานุการย่อมมีมาก ต้องจัดผู้ทำหน้าที่ไว้โดยตรง ท่านบัญญัติให้เลขานุการมีเฉพาะหน้าที่ มิได้ให้มีอำนาจดังเช่นตำแหน่งอื่น แม้เจ้าคณะจะมอบหมายอำนาจ ก็หามีอำนาจตามที่มอบหมายไม่ จึงแตกต่างจากตำแหน่งรองเจ้าคณะ รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งตำแหน่งรองเจ้าคณะเป็นต้นนี้ ตามปกติเป็นตำแหน่งไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อเจ้าคณะหรือเจ้าอาวาสมอบหมายแล้ว ย่อมมีอำนาจหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการซึ่งบัญญัติไว้เพื่อใช้อำนาจหน้าที่ช่วยผู้บังคับบัญชาโดยตรง
ส่วนตำแหน่งเลขานุการนั้น มิได้บัญญัติให้เป็นพระสังฆาธิการ บัญญัติให้มีเฉพาะหน้าที่และมีขึ้นโดยมิต้องมอบหมาย ถ้าดูเพียงผิดเผิน จะเข้าใจว่า เลขานุการเป็นตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ เพราะไม่เป็นพระสังฆาธิการ จะเอาตำแหน่งเป็นฐานพิจารณาความชอบดังเช่นตำแหน่งรองเจ้าคณะ รองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสก็มิได้ แต่ถ้าได้พิจารณาโดยโยนิโสมนสิการแล้ว จะเห็นว่า เลขานุการเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่องานคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงมิใช่ตำแหน่งที่เป็นฐานพิจารณาความชอบโดยตรง แต่ก็เป็นตำแหน่งที่เป็นฐานแห่งการสร้างความดีความชอบ เป็นตำแหน่งที่ผู้ใหญ่ดูอย่างมีดุลยพินิจ ตำแหน่งผู้ปกครองสงฆ์ทุกตำแหน่ง เป็นตำแหน่งที่มีการเลขานุการด้วยกันทั้งนั้น ตำแหน่งใดมีเลขานุการ การเลขานุการในตำแหน่งนั้นก็เป็นหน้าที่ของเลขานุการ ตำแหน่งใดไม่มีเลขานุการ ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นต้องทำหน้าที่การเลขานุการเอง เบื้องต้น ขอให้ศึกษาความหมายของคำว่า "เลขานุการ" และของคำอื่นซึ่งมีรูปคล้ายคลึงกัน แต่มีความหมายแตกต่างกัน เป็นคำที่ใช้อยู่ในทางการคณะสงฆ์และทางราชการซึ่งควรได้ทราบความหมาย คือ "เลขานุการ" และ "เลขาธิการ"
เลขานุการ ศัพท์เดิมเป็น เลขา+อนุ+การ แปลว่า "ผู้ทำน้อยกว่าเขียน" "ผู้ทำตามรอยเขียน" หรือ "ผู้ทำงานตามคำสั่ง" พจนานุกรมราชบัญฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า "ผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือตามผู้ใหญ่สั่ง" ท่านผู้รู้กล่าวว่า เลขานุการในภาษาลาติน ตรงกับคำว่า "ความลับ" และอธิบายว่า "เลขานุการเป็นผู้รู้ความลับในสำนักงาน" "เลขานุการเป็นผู้เก็บความลับของผู้บังคับบัญชา" ดังนั้น จึงพอกล่าวได้ว่า "เลขานุการเป็นอุปกรณ์ของผู้ปกครองสงฆ์ชั้นเจ้าคณะ หรือผู้บริหารงานราชการ หรือผู้บริหารงานธุรกิจ"
เลขานุการนั้นมิใช่เพียงแต่รอทำงานตามสั่งเท่านั้น เลขานุการจะยกร่างแผนงานเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาก็ย่อมกระทำได้ เลขานุการเป็นผู้เก็บความลับในวงงาน แม้จะเป็นตำแหน่งช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา ก็ถือได้ว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญ
เลขาธิการ
ศัพท์เดิมเป็น เลขา+อธิ+การ แปลว่า "ผู้ทำยิ่งกว่าเขียน" หมายถึง "ผู้สั่งงาน" "ผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน" พจนานุกรมราชบัญฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า "ผู้เป็นหัวหน้าทำงานหนังสือโดยสิทธิ์ขาด" โดยความ เลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจเต็มในหน่วยงานนั้น ๆ
ส่วนเลขานุการในคณะสงฆ์ ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๒๓ กำหนดตำแหน่งเลขานุการไว้ ๘ ตำแหน่ง ได้แก่
๑.เลขานุการเจ้าคณะใหญ่
๒.เลขานุการเจ้าคณะภาค ๓.เลขานุการรองเจ้าคณะภาค ๔.เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ๕.เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด ๖.เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ๗.เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ ๘.เลขานุการเจ้าคณะตำบล
และยังมีเลขานุการซึ่งแต่งตั้งตามจารีต เช่น เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งเลขานุการทางคณะสงฆ์ทุกตำแหน่ง มิได้เป็นพระสังฆาธิการ แต่เป็นอุปกรณ์การปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการ หรือ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีความสำคัญยิ่ง
ประเภทแห่งเลขานุการ
การเลขานุการ ได้แก่การปฏิบัติงานสารบรรณสนองผู้บังคับบัญชา หรือตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ การเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติ การรักษาความลับหรือข้อความอันไม่ควรเปิดเผยของหน่วยงาน การติดต่อประสานงานแทนผู้บังคับบัญชา การดังกล่าวนี้ เป็นงานในหน้าที่ของเลขานุการ และเป็นงานที่มีอยู่ในหน่วยงานทั่วไป เช่น หน่วยงานคณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานธุรกิจ หน่วยงานรูปคณะกรรมการ ดังนั้น ตำแหน่งเลขานุการจึงมีมาก จนพูดถึงเลขานุการแล้วเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป และเมื่อจะกล่าวโดยประเภท เลขานุการมี ๔ ประเภท ได้แก่
๑. เลขานุการประจำตำแหน่ง ได้แก่ เลขานุการประจำในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เลขานุการกรม เลขานุการเจ้าคณะใหญ่ และ เลขานุการเจ้าคณะภาค ๒. เลขานุการส่วนตัว ได้แก่เลขานุการส่วนบุคคลหรือส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ๓. เลขานุการกิตติมศักดิ์ ได้แก่ เลขานุการผู้ปฏิบัติงานเพื่อเกียรติอย่างเดียวมิได้มุ่งหวังค่าตอบแทน ๔. เลขานุการพิเศษ ได้แก่เลขานุการผู้ดำรงตำแหน่งอื่นอยู่แล้ว แต่รับตำแหน่งเลขานุการเพิ่มอีก เช่น เลขานุการคณะกรรมการ เลขานุการที่ประชุม
คุณสมบัติของเลขานุการ
ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ.๒๕๔๑) ไม่ได้ระบุคุณสมบัติของเลขานุการในระดับต่าง ๆ ไว้โดยตรง แต่กำหนดให้พระภิกษุผู้จะเป็นเลขานุการของเจ้าคณะชั้นนั้น ๆ ต้องมีคุณสมบัติตามความในข้อ ๖ โดยอนุโลม คุณความดีเฉพาะตัวของผู้จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ ชื่อว่า "คุณสมบัติของเลขานุการ"
เลขานุการเจ้าคณะนั้น กำหนดคุณสมบัติให้อนุโลมตามคุณสมบัติทั่วไปของพระสังฆาธิการ ซึ่งแยกเป็น ๗ คือ ๑. มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง ๒. มีความรู้สมควรแกตำแหน่ง ๓. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย ๔. เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์ ๕. ไม่เป็นผู้มีร่างการทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรคในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ ๖. ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน ๗. ไม่เคยถูกถอดถอนหรือปลดออกจากตำแหน่งใดเพราะความผิดมาก่อน อนึ่ง ในข้อ ๔ แห่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ หมายถึง พระสังฆาธิการทั้ง ๑๒ ระดับ ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ ลงมาถึง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เมื่อจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ย่อมพ้นตามความในข้อ ๓๖ แห่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้เท่านั้น ส่วนเลขานุการทุกระดับ ย่อมพ้นจากหน้าที่ได้ ๒ กรณี ได้แก่ ๑. ในเมื่อผู้แต่งตั้งให้พ้นจากหน้าที่ ๒. ผู้แต่งตั้งพ้นจากหน้าที่
คุณสมบัติทั่วไปของเลขานุการ
นอกจากคุณสมบัติตามที่กล่าวไว้ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ ข้อ ๖ แล้ว เลขานุการ จะต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้
๑. มีความรู้ดีทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ๒. เป็นผู้มีนิสัยดี เยือกเย็น ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ๓. เป็นผู้อดทนไม่หลีกเลี่ยงการงาน ๔. เป็นผู้มีบุคลิกลักษณะดี นำมาซึ่งศรัทธาปสาทะแก่ผู้ได้รู้จัก และสมาคมด้วย ๕. เป็นผู้รักษาความสะอาดทั้งกาย และการงาน ๖. ต้องทำงานโดยรวดเร็วทันใจและว่องไว ๗. เป็นผู้ชอบคิดค้นคว้า หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ๘. เป็นผู้ละเอียดรอบคอบและเอาใจใส่ในกิจการงานที่ทำทุกอย่างเกี่ยวกับหน้าที่ของตน ๙. เป็นผู้รู้งาน และสถานที่ต่าง ๆ ที่จะต้องติดต่อ และรู้จักระเบียบการงานของสถานที่ที่จะต้องไปติดต่อนั้นดี ๑๐. เป็นผู้ฉลาดหลักแหลม มีปฏิภาณ รู้จักกาลเทศะ (กาลัญญุตา และปริสัญญุตา) ๑๑. เป็นผู้รู้จักประมาณตน (อัตตัญญุตา) ๑๒. เป็นผู้มีอาจาระ คือจรรยามารยาทดี ๑๓. เป็นผู้มีความริเริ่มดี ๑๔. เป็นผู้ช่างสังเกต ๑๕. มีความขยันหมั่นฝึกหัดการงานในหน้าที่จากบุคคล หรือจากหนังสือ ๑๖. มีความจริงใจต่องานในหน้าที่ ทำจริง และตั้งใจจริง เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ๑๗. มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ๑๘. มีความรักในงานที่ทำ ๑๙. ฉลาดในการปฏิสันถาร ๒๐. พยายามทำงานในหน้าที่ หรืองานพิเศษที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้
ข้อบกพร่องของเลขานุการ
เมื่อได้กล่าวถึงคุณสมบัติทั่วไปของเลขานุการแล้ว ก็ควรจะได้กล่าวถึงข้อบกพร่องของเลขานุการไว้ด้วย เพื่อกำจัดให้หมดไป หรือให้บกพร่องน้อยที่สุด ได้แก่
๑. เขียนหนังสือผิด ตก ๆ หล่น ๆ หรือพิมพ์หนังสือผิดมาก ๆ ๒. เขียนหนังสือไม่เรียบร้อย ขาดวรรคตอน ใช้เครื่องหมายไม่ถูกต้อง ๓. เขียนหรือพิมพ์ตัวเลขเลอะเลือนอ่านยาก หรือขาดบ้าง เกินบ้าง ๔. เก็บหนังสือและเอกสารต่าง ๆ ผิดที่ ๕. มีความหลงลืมเสมอ ๆ ๖. บวก ลบ คูณ หาร เลขผิด ๗. มีนิสัยสะเพร่า ไม่ได้พินิจพิเคราะห์ให้รอบคอบ ปฏิบัติงานบกพร่องบ่อย ๆ ๘. ทำงานซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพราะผิดบ่อย ๆ ๙. ทำเอกสารหาย ๑๐. ชักช้า โอ้เอ้ อืดอาด เสียเวลา ๑๑. จิตใจเลื่อนลอย ไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ หรือเข้าใจคำสั่งผิด ๑๒. ลงรายการต่าง ๆ ในบัญชีผิด ๑๓. ไม่ระมัดระวังเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ๑๔. ไม่ชำนาญในการใช้เครื่องมือ เครื่องใช้สอย เช่นเครื่องพิมพ์ดีด หรืออุปกรณ์อย่างอื่น ๆ ๑๕. ไม่รักงาน ขาดการเอาใจใส่ ทอดทิ้งหน้าที่ ๑๖. ทำงานโดยปราศจากแผนการ
ฯลฯ
ข้อบกพร่องต่าง ๆ ยังมีอีกมาก ล้วนแต่เป็นอุปสรรคให้เลขานุการปฏิบัติงานในหน้าที่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้จะเป็นเลขานุการได้ดี และจะเจริญก้าวหน้าเพราะอาศัยงานเลขานุการเป็นพื้นฐานนั้น จะต้องเป็นผู้มีลักษณะพิเศษ ๕ อย่าง ได้แก่ ๑. มีความคิดริเริ่มที่ดี ๒. มีความเตรียมพร้อมทางจิตใจ ๓. วางตนเหมาะสม ๔. ปรารถนาความก้าวหน้า ๕. มีความแม่นยำและประณีต
หน้าที่ของเลขานุการ
เลขานุการทางคณะสงฆ์ เป็นตำแหน่งพิเศษตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ โดยกำหนดให้มีหน้าที่พร้อมกับการแต่งตั้ง แต่ไม่มีอำนาจดังเช่นเจ้าคณะ หน้าที่เลขานุการคณะสงฆ์นั้น บัญญัติไว้โดยสรุปว่า "ทำหน้าที่การเลขานุการ" มิได้แยกรายละเอียดแห่งหน้าที่ไว้ดังอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะหรือเจ้าอาวาส
แต่คำว่า "การเลขานุการ" นั้น เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวาง เจ้าคณะผู้บังคับบัญชามีอำนาจหน้าที่ขยายกว้างเพียงใด การเลขานุการย่อมขยายตามเพียงนั้น หน้าที่การเลขานุการในการปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ การสาธารณสงเคราะห์ และการนิคหกรรม ย่อมเป็นหน้าที่ของเลขานุการ แต่เลขานุการปฏิบัติในฐานะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา มิได้ปฏิบัติในฐานะผู้บังคับบัญชา เพื่อสะดวกแก่การศึกษา จึงประมวลหน้าที่ของเลขานุการทางคณะสงฆ์ที่เห็นว่าสำคัญ ๗ อย่าง ได้แก่
๑. จัดการทุกอย่างเกี่ยวกับงานสารบรรณ
๒. รักษาผลประโยชน์และทรัพย์สินของสำนักงาน ๓. ควบคุมดูแลกิจการต่าง ๆ ของสำนักงาน ๔. จัดหาอุปกรณ์การปฏิบัติงาน และอุปกรณ์ทางวิชาการไว้ประจำสำนักงาน ๕. เป็นภาระเกี่ยวกับการประชุม ๖. ประสานกับพระสังฆาธิการและหน่วยงานหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ๗. ช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม
หน้าที่ทั่วไปของเลขานุการ
เลขานุการมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติโดยทั่ว ๆ ไป ดังนี้
๑. เก็บรักษาเอกสารต่าง ๆ ๒. จัดการโต้ตอบหนังสือต่าง ๆ ๓. รับนัดหมายการพบปะ และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ๔. รักษาผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา ๕. รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, ของสำนักงาน, หรือของสถาบัน ๖. จัดทำธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของสำนักงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ๗. รักษาความลับของทางการคณะสงฆ์ หรือตำแหน่งหน้าที่ที่ประจำอยู่ หรือของสำนัก ๘. รู้จักปฏิสันถารผู้มาติดต่อมิให้เก้อเขิน ๙. จัดการดำเนินงานให้เป็นไปด้วยดี ๑๐. ดูแล รักษาการเงิน ตลอดจนบัญชีต่าง ๆ ๑๑. จัดวางระเบียบต่าง ๆ ในสำนัก ๑๒. รักษาระเบียบวินัยในการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยดี ๑๓. แจ้งกำหนดการประชุม ๑๔. จัดระเบียบวาระการประชุม ๑๕. ทำบันทึกรายงานการประชุม ๑๖. จัดให้ความสะดวกแก่ที่ประชุม ๑๗. ควบคุมดูแลกิจการของสำนักงาน ตลอดจนงานในหน้าที่อื่น ๆ ให้ดำเนินไปด้วยดี ๑๘. เป็นสื่อกลางในการติดต่อประสานงาน ๑๙. ทำงานด่วนให้เสร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ปล่อยงานให้คั่งค้างอากูล ๒๐. มีกาลัญญุตา รู้จักกาลที่ควรช้าและควรด่วน อย่าด่วนในกาลที่ควรช้าอย่าชักช้าในการที่ควรด่วน ๒๑. ถ้ามีสำนักงาน ควรมาทำงานก่อนเวลา จัดสิ่งของและโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ๒๒. คอยเอาใจใส่ผู้บังคับบัญชา เช่นเตือนให้ไปประชุม หรือไปพบปะกับผู้ที่นัดหมายอื่น ๆ ๒๓. ถ้ามีการประชุม ก็จัดการให้ความสะดวกเรียบร้อย ตลอดจนจัดเอกสารต่าง ๆ ในการประชุม ๒๔. จัดทำหนังสือเสนอผู้บังคับบัญชา ๒๕. จัดส่งหนังสือที่ผู้บังคับบัญชาลงนามแล้วไปยังสถานที่ต่าง ๆ หรือบุคคลนั้น ๆ ๒๖. พิมพ์หนังสือ หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ๒๗. ไปทำธุระนอกสถานที่ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ไป ๒๘. เป็นหูเป็นตาแทนผู้บังคับบัญชา ๒๙. จัดทำเอกสาร หรือบัญชีต่าง ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ๓๐. ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในเรื่องส่วนตัว
หน้าที่ประจำของเลขานุการ
หากสำนักงานใด หรือสถาบันใด ได้วางระเบียบปฏิบัติกำหนดหน้าที่เลขานุการไว้จะต้องทำเป็นประจำ เลขานุการต้องทำตามระเบียบปฏิบัตินั้น ๆ โดยเคร่งครัด
สำนักงานเจ้าคณะกับเลขานุการเจ้าคณะ
สำนักงานเจ้าคณะ ซึ่งหมายถึงที่ทำการของเจ้าคณะหรือศูนย์รวมงานการคณะสงฆ์และการพระศาสนาของเจ้าคณะชั้นนั้น ๆ ย่อมมีความผูกพันกับเลขานุการเจ้าคณะอย่างแยกไม่ขาด หากจะกำหนดรูปแบบ คงได้ดังนี้
๑. สำนักงานเจ้าคณะใหญ่ ผู้บังคับบัญชา เจ้าคณะใหญ่ ผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการเจ้าคณะใหญ่ ๒. สำนักงานเจ้าคณะภาค ผู้บังคับบัญชา เจ้าคณะภาค ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา รองเจ้าคณะภาค ผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการเจ้าคณะภาค ผู้ช่วยผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการรองเจ้าคณะภาค ๓. สำนักงานเจ้าคณะจังหวัด ผู้บังคับบัญชา เจ้าคณะจังหวัด ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา รองเจ้าคณะจังหวัด ผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ผู้ช่วยผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด ๔. สำนักงานเจ้าคณะอำเภอ ผู้บังคับบัญชา เจ้าคณะอำเภอ ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา รองเจ้าคณะอำเภอ ผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ผู้ช่วยผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ ๕. สำนักงานเจ้าคณะตำบล ผู้บังคับบัญชา เจ้าคณะตำบล ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา รองเจ้าคณะตำบล ผู้ทำการเลขานุการ เลขานุการเจ้าคณะตำบล
วิธีแต่งตั้งเลขานุการ
เลขานุการเจ้าคณะ และ เลขานุการรองเจ้าคณะเป็นตำแหน่งพิเศษ บัญญัติให้มีขึ้นเพื่อทำหน้าที่การเลขานุการในเขตปกครองชั้นนั้น ๆ เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่อย่างชัดเจนพร้อมการแต่งตั้ง แต่ไม่มีอำนาจใด ๆ ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ.๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ บัญญัติไว้ ๘ ตำแหน่ง คือ เลขานุการเจ้าคณะใหญ่
เลขานุการเจ้าคณะภาค เลขานุการรองเจ้าคณะภาค เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ และเลขานุการเจ้าคณะตำบล
โดยเจ้าคณะใหญ่มีเลขานุการได้หนละ ๒ รูป ส่วนเจ้าคณะและรองเจ้าคณะนอกนั้นมีได้ตำแหน่งละ ๑ รูป การแต่งตั้งเลขานุการนั้น มีข้อควรศึกษาดังนี้
หลักเกณฑ์
๑. คุณสมบัติ ต้องเป็นพระภิกษุมีคุณสมบัติตามข้อ ๖ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ โดยอนุโลม ๒. ผู้แต่งตั้ง เจ้าคณะและรองเจ้าคณะชั้นนั้น ๆ เป็นผู้แต่งตั้งเอง วิธีแต่งตั้ง ต้องพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้เหมาะสมแล้วมีคำสั่งแต่งตั้ง อย่าแต่งตั้งด้วยวาจา เมื่อได้แต่งตั้งแล้ว ต้องแจ้งให้ผู้ได้รับแต่งตั้งและผู้ใต้บังคับบัญชา และรายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตน และแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอยกการแต่งตั้งเลขานุการเจ้าคณะตำบลเป็นตัวอย่าง |
วิธีแต่งตั้งพระสังฆาธิการชั้นเจ้าคณะ
*************** |
พระสังฆาธิการชั้นเจ้าคณะ ซึ่งหมายถึง รองเจ้าคณะตำบลถึงเจ้าคณะใหญ่ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในเขตปกครองคณะสงฆ์ ทั้งโดยตรงและโดยการมอบหมายอำนาจหน้าที่ นับว่าเป็นผู้มีความสำคัญต่อการคณะสงฆ์และการพระศาสนาและเป็นกำลังที่สำคัญของมหาเถรสมาคม ดังนั้น มหาเถรสมาคมจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งไว้เป็นชั้น ๆ มีข้อควรศึกษาดังนี้ ๑. คุณสมบัติทั่วไป ตามความในข้อ ๖ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ ๒. คุณสมบัติโดยเฉพาะ ๒.๑ ชั้นหน ตามความในข้อ ๗ ๒.๒ ชั้นภาค ตามความในข้อ ๑๐ ๒.๓ ชั้นจังหวัด ตามความในข้อ ๑๔ ๒.๔ ชั้นอำเภอ ตามความในข้อ ๑๘ ๒.๕ ชั้นตำบล ตามความในข้อ ๒๒ ๓. ผู้คัดเลือกเสนอ ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิด ๔. ผู้แต่งตั้ง ๔.๑ ชั้นหน, ชั้นภาค - ชั้นจังหวัด - สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม ๔.๒ ชั้นอำเภอ เจ้าคณะภาคแต่งตั้งโดยอนุมัติของเจ้าคณะใหญ่ ๔.๓ ชั้นตำบล ๔.๓.๑ กรณีตามปกติ เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้ง ๔.๓.๒ กรณีที่ขาดคุณสมบัติ เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้ง โดยอนุมัติของเจ้าคณะภาค
ข้อสังเกต
คุณสมบัติเฉพาะ ของผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่นั้น กำหนดตายตัว มิได้ให้ผ่อนผัน ไม่ว่ากรณีใด ๆ คุณสมบัติ ของผู้จะดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะตำบล ถึง เจ้าคณะภาค ที่กำหนดโดยชัดเจน ขาดมิได้เฉพาะใน (๑) แห่งข้อนั้น ๆ คือ พรรษาขาดมิได้ ส่วนใน (๒) (๓) หรือ (๔) หากหาไม่ได้ หรือได้แต่ไม่เหมาะสม ให้พิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะกรณีโดยต้องขออนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนจึงค่อยแต่งตั้ง
วิธีปฏิบัติ ให้ผู้มีอำนาจคัดเลือก พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติ เสนอตามลำดับเพื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งพิจารณาแต่งตั้ง การแต่งตั้งต้องแต่งตั้งพระภิกษุตามเสนอนั้น อย่าแต่งตั้งผู้ไม่ถูกคัดเลือกเสนอ แม้จะมีผู้เสนอก็อย่าแต่งตั้งพระภิกษุผู้ขาดคุณสมบัติ เว้นแต่ได้รับการพิจารณาผ่อนผันเฉพาะกรณี ให้ออกคำสั่งแต่งตั้งและมีตราตั้ง มิใช่แต่งตั้งด้วยวาจา
เมื่อแต่งตั้งแล้ว ต้องรายงานการแต่งตั้งต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนและแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อการทะเบียนและการอุปถัมภ์ และแจ้งผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อการปฏิบัติงานร่วมกัน เฉพาะการแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลและรองเจ้าคณะตำบล หากจะแจ้งเจ้าคณะภาคเพื่อรับทราบและขอให้เจ้าคณะภาคแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยก็ได้
เมื่อแต่งตั้งเสร็จอย่าเก็บเรื่องเฉยเสีย เพราะการรายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตน ก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้ตรวจการปฏิบัติและรับรองความถูกต้อง การแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็เพื่อการทะเบียนและการอุปถัมภ์ จึงมีข้อกำหนดให้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายใน ๓๐ วัน การแต่งตั้งแล้วไม่รายงานผู้บังคับบัญชาก็ดี ไม่แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี ย่อมเป็นการละเมิดจริยาฐานไม่เอื้อเฟื้อต่อกฎมหาเถรสมาคม ย่อมมีความผิดโดยแท้ ข้อนี้ต้องสังวร
ข้อมูลเพิ่มเติม
ตัวอย่างหนังสือขอแต่งตั้ง และเอกสารที่เกี่ยวข้อง |
เขตปกครองคณะสงฆ์
******************* | ||||||
การปกครองคณะสงฆ์ ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักสูงสุด มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฏหมายส่งเสริมให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และกฏมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่ง เป็นแนวปฏิบัติในการบริหารการคณะสงฆ์
กฎหมายที่ให้อำนาจจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์นั้น ได้กำหนดให้ถือว่าผู้ปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาโดยชัดแจ้ง พระสังฆาธิการทุกรูป จึงต้องมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานเหมือนข้าราชการของแผ่นดินอีกส่วนหนึ่งด้วย และ การปฏิบัติหน้าที่ของพระสังฆาธิการทุกระดับ ต้องเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักนิติธรรม ต้องยึดความถูกต้อง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม เป็นหลักการ จะเป็นเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยความรู้ความฉลาดและความสามารถเป็นเครื่องมือ
การปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบที่จัดอยู่ในปัจจุบัน ยึดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นหลักจัดรูปแบบการปกครอง และการปกครองคณะสงฆ์นั้น มี ๒ ส่วน คือ
๑) การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง ๒) การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค
เขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง
การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง ได้แก่ การดำเนินกิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาในส่วนกลาง กล่าวคือศูนย์กลางบริหารงานนั้น เป็นหน่วยควบคุมนโยบายหลักของมหาเถรสมาคม ซึ่งการคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรียกว่า "การ" คือ การรักษาความเรียบร้อยดีงาม (การปกครอง) เป็นต้น บางการแยกหน่วยงานในส่วนกลางออกเป็นหน่วย บางการมีผู้สนองงานโดยรูปบุคคล บางการมีผู้สนองงานโดยรูปการคณะกรรมการ ลักษณะนี้ คืองานในส่วนกลาง มิใช่หมายถึง กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนกลาง แท้จริงกรุงเทพมหานคร เป็นการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคชั้นจังหวัด
อนึ่ง เมื่อว่าเฉพาะการปกครองและเขตปกครองแล้ว เขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง หมายถึง หน และ คณะ แยกตามส่วนแห่งนิกายสงฆ์ คือ
(๑) คณะมหานิกาย มี ๔ หน คือ หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ มีเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ปกครอง
(๒) คณะธรรมยุต มี ๑ คณะ เพราะรวมทั้งหมดเข้าเป็นคณะเดียว มีเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นผู้ปกครอง การกำหนดเขตปกครองเป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ส่วนการแต่งตั้งเจ้าคณะในส่วนกลางและผู้สนองงานอื่น ๆ ในส่วนกลาง ขอยกไว้
เขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค
คณะสงฆ์ ซึ่งหมายถึง บรรดาพระสงฆ์ผู้สืบศาสนทายาทลัทธิเถรวาทในประเทศไทย ได้แก่ พระสงฆ์ ๒ คณะ คือ คณะมหานิกาย ๑ คณะธรรมยุต ๑ พระสงฆ์ทั้ง ๒ คณะนี้ จัดการปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ กล่าวคืออาศัยพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับที่กล่าวนี้ เป็นหลักจัดระบบการปกครองอาณาจักรของพระสงฆ์ เป็นอาณาจักรพิเศษ ซึ่งอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร โดยมีนามบัญญัติว่า "คณะสงฆ์" หรือเรียกอีกโวหารหนึ่งว่า "พุทธจักร" มีหลักการปกครองชั้นอุดมการณ์นั้นคือ "พระธรรมวินัย" หรือจะเรียกว่ามีพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญการปกครองก็ถูก แต่การจะทำให้การปกครองบรรลุตามอุดมการณ์ได้ดีนั้น ต้องอาศัยพระบรมราชูปถัมภ์เป็นเครื่องดำเนินการ อันได้แก่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ดังเรียนแล้ว เป็นหลักกำหนดหลักเกณฑ์ขอบเขตแห่งเขตปกครอง ขอบเขตแห่งอำนาจ ขอบเขตแห่งผู้ใช้อำนาจ และวิธีการใช้อำนาจ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์มีระบบเป็นแบบแผน ในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคตามลำดับ เป็น ๔ ชั้น คือ
(๑) ภาค (๒) จังหวัด
(๓) อำเภอ (๔) ตำบล
และในมาตรา ๒๒ วรรค ๒ ให้กำหนดจำนวนและเขตปกครองทั้ง ๔ ชั้น เป็นกฎมหาเถรสมาคม กล่าวคือให้ตรากฎมหาเถรสมาคมกำหนดไว้ เจ้าคณะชั้นใด จะกำหนดเอาตามใจชอบมิได้ ดังนั้น มหาเถรสมาคมจึงตรากฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๔ ขึ้นเป็นหลักเกณฑ์ และในกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวได้กำหนดให้วางระเบียบมหาเถรสมาคม กำหนดวิธีการปฏิบัติไว้อีกชั้นหนึ่ง
เขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นภาค
***********
ภาค เป็นเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคชั้นสูงสุด เป็นเขตปกครองซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง คล้ายกับเขตปกครองมณฑล ในสมัยใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ (พระราชบัญญัติ ร.ศ.๑๒๑) หรือเขตตรวจการภาค ในสมัยใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ การกำหนดเขตภาค กำหนดโดยกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๕๓๕) อย่างอิสระ โดยรวมพื้นที่ไม่ต่ำว่า ๓ จังหวัดเข้าเป็นเขตปกครองภาคหนึ่ง ตามความในกฎมหาเถรสมาคม มี ๑๘ ภาค แต่ในทางปฏิบัติ มี ๒๖ ภาค คือ
คณะมหานิกาย มี ๑๘ ภาค คือ ภาค ๑ - ๑๘ ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๔ คณะธรรมยุต มี ๘ ภาค คือ ภาค ๑,๒,๓ และ ๑๓ รวมเป็นหนึ่งภาค, ภาค ๔,๕,๖ และ ๗ รวมเป็นหนึ่งภาค ภาค ๘, ภาค ๙, ภาค ๑๐, ภาค ๑๑, (เป็น ๔ ภาค) ภาค ๑๔ และ ๑๕ รวมเป็นหนึ่งภาค ภาค ๑๖, ๑๗ และ ๑๘ รวมเป็นหนึ่งภาค และการรวมภาคหลายภาคเข้าเป็นหนึ่งภาคนั้น เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ภาค เป็นเขตปกครองที่ทำการปกครองคณะสงฆ์ระดับจังหวัดลงไปจนถึงส่วนวัด และเป็นเขตที่ประสานงานกับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
เขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นจังหวัด
******************
จังหวัด เป็นเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคชั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นเขตปกครองพื้นที่จำกัดเฉพาะจังหวัด ซึ่งจังหวัดนั้นหมายถึง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ทั้งราชอาณาจักรมี ๗๖ จังหวัด รวมกรุงเทพมหานครอยู่ในจำนวนนี้ด้วย ตามความในข้อ ๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๕๓๕) ว่าด้วยจำนวนและเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค กำหนดไว้ชัดเจนว่า จำนวนและเขตปกครองจังหวัด ให้อนุโลมตามจำนวนและเขตบริหารราชการแห่งราชอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติมี ๑๒๖ จังหวัด คือ
คณะมหานิกาย มี ๗๖ จังหวัด ครบตามจำนวนจังหวัดแห่งราชอาณาจักร คณะธรรมยุต มี ๕๐ จังหวัด บางจังหวัดอนุโลมตามเขตบริหารราชการแห่งราชอาณาจักร บางจังหวัดต้องรวมหลายจังหวัดเข้าเป็นหนึ่งจังหวัด การรวมหลายจังหวัดเข้าเป็นหนึ่งจังหวัดนั้น เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม
อนึ่ง จังหวัดทางคณะสงฆ์นั้น แม้มิได้กำหนดชัดเจน ก็พอเทียบได้ว่าจะต้องมีวัดในเขตจังหวัดนั้น พอจะเป็นตำบลทางคณะสงฆ์และอำเภอทางคณะสงฆ์ได้ จึงจะกำหนดเป็นจังหวัดได้ หากมีจำนวนวัดต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะเป็นตำบลและอำเภอทางคณะสงฆ์ได้ ก็จัดเป็นจังหวัดทางคณะสงฆ์ไม่ได้ เพราะขาดระบบการบังคับบัญชา
เขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นอำเภอ
***************
อำเภอ เป็นเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคชั้นที่ ๓ ซึ่งหมายถึงเขตในกรุงเทพมหานครและอำเภอในจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร จำนวนและเขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นอำเภอนั้น คณะสงฆ์ต้องเป็นผู้กำหนด แม้ทางราชอาณาจักรมีพระราชกฤษฎีกายกกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอแล้ว อำเภอนั้นเป็นอำเภอทางราชอาณาจักรเท่านั้น หาเป็นอำเภอทางคณะสงฆ์ไม่ ตามความในข้อ ๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๕๓๕) และในระเบียบมหาเถรสมาคม กำหนดจำนวนและเขตการปกครองอำเภอ พ.ศ.๒๕๓๗ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้ ๒ ได้แก่
๑) กำหนดโดยอนุโลมตามเขตบริหารราชการแห่งราชอาณาจักร
๒) กำหนดเป็นกรณีพิเศษ
กำหนดโดยอนุโลมตามเขตบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรนั้น ให้อนุโลมได้เฉพาะอำเภอที่มีวัดซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย ๕ วัดขึ้นไป เพราะอำเภอที่มีวัด ๕ วัดขึ้นไป เป็นอำเภอที่มีเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลได้ อำเภอที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด จะมีเขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นตำบลมิได้ เมื่อทั้งอำเภอไม่มีเขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นตำบล จะกำหนดเป็นเขตปกครองชั้นอำเภอมิได้ คือจะยกขึ้นเป็นอำเภอทางคณะสงฆ์มิได้เลย
การกำหนดเป็นกรณีพิเศษนั้น ได้แก่ การกำหนดเขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นอำเภอที่ไม่ต้องอนุโลมตามเขตบริหารราชการแห่งราชอาณาจักร ตามระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดไว้ ๒ ลักษณะ ได้แก่
(๑) อำเภอที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด (๒) อำเภอที่มีวัดต่ำกว่า ๑๐ วัด อำเภอที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัดนั้น ไม่สามารถจะกำหนเขตเป็นอำเภอโดยอนุโลมได้ แต่จำเป็นต้องปกครอง จึงบังคับให้รวมกับอำเภออื่น
อำเภอที่มีวัดต่ำกว่า ๑๐ วัด คือมีวัดเกินกว่า ๕ วัด แต่ไม่ถึง ๑๐ วัด และประกอบด้วยหลัก ๒ ประการ ได้แก่
๑. เป็นการเหมาะสม ๑ ๒. สะดวกในทางปกครอง
ให้รวมขึ้นในปกครองของเจ้าอำเภออื่นซึ่งมีเขตติดต่อกัน ในจังหวัดเดียวกันได้
การรวมทั้ง ๒ ลักษณะนี้ มีข้อบังคับไว้ ดังนี้
(๑) ถ้ารวมกันเข้าเพียง ๒ อำเภอ ให้คงชื่อไว้ทั้ง ๒ อำเภอ
(๒) ถ้ารวมเกินกว่านั้น ให้คงชื่อไว้อำเภอเดียว
วิธีดำเนินการกำหนดเขตปกครองอำเภอนั้น มี ๒ ได้แก่
๑.ในกรณีกำหนดโดยอนุโลม ๒. ในกรณีกำหนดเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีกำหนดโดยอนุโลมพอสรุปตามที่เคยปฏิบัติได้ดังนี้
(๑) ให้เจ้าคณะจังหวัดเสนอเจ้าคณะภาคเพื่อมหาเถรสมาคมประกาศกำหนดเขตโดยอนุโลม
(๒) เมื่อลงประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว ให้ถือเป็นเขตปกครองอำเภอทางคณะสงฆ์ ในกรณีกำหนดเป็นกรณีพิเศษ พอสรุปได้ดังนี้ (๑) ให้เจ้าคณะจังหวัดเสนอเจ้าคณะภาคเพื่อประกาศกำหนดเป็นกรณีพิเศษโดยอนุมัติของมหาเถรสมาคม (๒) เมื่อได้ลงประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว ให้ถือเป็นเขตปกครองอำเภอทางคณะสงฆ์
แบบกำหนดเขตปกครองเป็นกรณีพิเศษ
ประกาศคณะสงฆ์ภาค………………….. เรื่อง กำหนดเขตปกครองอำเภอในจังหวัด…………..เป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.๒๕……… **************
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ แห่งระเบียบมหาเถรสมาคม กำหนดจำนวนและเขตปกครองอำเภอ พ.ศ.๒๕๓๗ โดยอนุมัติของมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค…… จึงประกาศกำหนดเขตปกครองอำเภอในจังหวัด……………เป็นกรณีพิเศษ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้วัดทั้งหลายในเขตอำเภอ………………..กับ อำเภอ…………………..จังหวัด………………..รวมอยู่ในเขตปกครองอำเภอเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า "อำเภอ…………. และอำเภอ…………………."
ข้อ ๒ ให้วัดทั้งหลายในอำเภอ……………… กับ อำเภอ……………… และอำเภอ……………….จังหวัด……………………รวมอยู่ในเขตปกครองอำเภอเดียวกันเรียกชื่อว่า "อำเภอ………………."
ประกาศ ณ วันที่………เดือน………………………พ.ศ………
(พระ………………………..)
เจ้าคณะภาค…………….
คำแนะนำเพิ่มเติม
๑) ข้อ ๑ ใช้ในกรณีรวมเพียง ๒ อำเภอ ๒) ข้อ ๒ ใช้ในกรณีรวม ๓ อำเภอขึ้นไป ๓) ข้อความใดไม่ต้องการให้ตัดออก คงไว้เฉพาะที่ต้องการ
เขตปกครองคณะสงฆ์ชั้นตำบล
ตำบล เป็นเขตปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคชั้นที่ ๔ ซึ่งหมายถึงแขวงในกรุงเทพมหานคร และตำบลในจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร จำนวนและเขตปกครองตำบลนั้น คณะสงฆ์เป็นผู้กำหนด แม้ทางราชอาณาจักรจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยตั้งตำบลแล้วก็ตาม ตำบลนั้นเป็นตำบลทางราชอาณาจักรเท่านั้น หาเป็นตำบลทางคณะสงฆ์ไม่ ตามความในข้อ ๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ.๒๕๓๕) และในระเบียบมหาเถรสมาคม กำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พอกำหนดเป็นหลักได้ ๒ กรณี ได้แก่
๑) กำหนดโดยอนุโลมตามตำบลแห่งราชอาณาจักร
๒) กำหนดเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีที่ ๑ ให้อนุโลมตามเขตปกครองตำบลแห่งราชอาณาจักรได้ เฉพาะตำบลที่มีวัดถูกต้องตามกฎหมาย ๕ วัดขึ้นไปเท่านั้น และเมื่อจะกำหนดตำบลใหม่ แม้ตำบลใหม่จะมีวัด ๕ วัดขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่ตำบลเดิมที่ตำบลใหม่เคยรวมอยู่ ซึ่งจะมีเขตเปลี่ยนแปลงจะต้องมีวัดคงอยู่ไม่ต่ำกว่า ๕ วัด ถ้าจะมีวัดคงอยู่ต่ำกว่า ๕ วัด จะแยกตำบลใหม่ โดยกำหนดอนุโลมมิได้ ในกรณีที่ ๒ ให้กำหนดเป็นกรณีพิเศษตามจำนวนวัดแต่ละตำบล แยกเป็น ๕ ลักษณะ ได้แก่ ๑) ตำบลที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด ๒) ตำบลที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด จำนวน ๓ ตำบลขึ้นไป ๓) แม้ตำบลที่มีวัดครบ ๕ วัด แต่มีเหตุอื่น ๔) ตำบลที่มีวัดเกินกว่า ๑๐ วัด (แยกเฉพาะวัดที่เกิน ๑๐) ๕) ตำบลที่มีวัดตั้งแต่ ๑๐ วัด ขึ้นไป (แบ่งแยกออกเป็นเขต)
ลักษณะที่ ๑ แยกพิจารณาปฏิบัติได้ดังนี้
(๑) ให้รวมวัดในตำบลที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด ขึ้นในปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่นซึ่งมีเขตติดต่อกัน (๒) ให้รวมเข้ากับตำบลอื่น ซึ่งเมื่อรวมแล้วมี ๑๐ วัดขึ้นไป เพื่อความสะดวกหรือเพื่อความเจริญต่อคณะสงฆ์ จะแบ่งเป็น ๒ เขตหรือหลายเขต โดยจะเรียกชื่อตำบลอนุโลมตามชื่อตำบลแห่งราชอาณาจักรหรือจะเรียกว่า "ตำบล………………….……..เขต ๑" "ตำบล………..เขต ๒" ก็ได้
ลักษณะที่ ๒ ให้รวมตำบลที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด ตั้งแต่ ๓ ตำบลขึ้นไปเข้าเป็นเขตปกครองเดียวกัน เข้ารวมแล้วมีวัด ๑๐ วัดขึ้นไป จะแบ่งเป็นเขตและกำหนดชื่อตำบลดังในลักษณะที่ ๑ ก็ได้
ลักษณะที่ ๓
แม้ตำบลที่มีวัดครบ ๕ วัด แต่ถ้าเข้าลักษณะพิเศษ ๒ ประการ คือ มีความเหมาะสม ๑ สะดวกในทางปกครอง๑ จะรวมขึ้นในปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่นก็ได้
ลักษณะที่ ๔
ตำบลที่มีวัดเกิน ๑๐ วัด ถ้าสะดวกในทางปกครองจะแยกวัดที่เกิน ๑๐ นั้น ไปขึ้นในปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่นก็ได้
ลักษณะที่ ๕
ตำบลที่มีวัด ๑๐ วัดขึ้นไป ถ้ามีลักษณะพิเศษ ๒ ประการ คือ ๑.เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ๒.เพื่อความเจริญแก่คณะสงฆ์ จะแบ่งเป็น ๒ เขต หรือหลายเขต เรียกชื่อตำบลว่า "ตำบล………..เขต ๑" "ตำบล…………..เขต ๒" ก็ได้ แต่เขตหนึ่ง ๆ จะต้องมีวัดไม่ต่ำกว่า ๕ วัด
ตำบลทางคณะสงฆ์แต่ละตำบลให้มีเจ้าคณะตำบลจำนวนตำบลละ ๑ รูป ถ้าตำบลใดมี ๘ วัดขึ้นไป ให้มีรองเจ้าคณะตำบลได้ ๑ รูป
การรวมหลายตำบลเป็นตำบลเดียว ถ้ารวม ๒ ตำบล ให้คงชื่อไว้ทั้ง ๒ ตำบล ถ้ารวม ๓ ตำบลขึ้นไป ให้คงชื่อไว้ตำบลเดียว
การกำหนดเขตตำบลดังกล่าวให้ยึดหลัก ๔ อย่าง คือ
๑. ต้องมีวัดตำบลละไม่ต่ำกว่า ๕ วัด ๒. เจ้าคณะอำเภอเป็นผู้กำหนดเขตจำนวนและชื่อตำบลเสนอ ๓. เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้ประกาศโดยอนุมัติของเจ้าคณะภาค ๔. ให้ถือเป็นเขตปกครองเมื่อประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว
ตัวอย่างหนังสือขอกำหนด
เรื่อง ขอกำหนดเขตปกครองตำบล
กราบเรียน เจ้าคณะจังหวัด…………… สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย จำนวน ๑ ฉบับ
ด้วยอำเภอพิจารณาเห็นว่า สมควรได้มีการกำหนดเขตปกครองตำบลใหม่ ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อยดีงาม และเหมาะสม ดังต่อไปนี้
๑. โดยกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศแยกหมู่บ้านบางหมู่ในเขตตำบล…..…รวมตั้งเป็นตำบลใหม่ เรียกชื่อว่า "ตำบล……………." ดังสำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ถวายมาพร้อมนี้ โดยที่ตำบลเดิมและตำบลใหม่ มีวัดครบ ๕ วัดทุกตำบล ควรได้กำหนดเขตปกครองตำบลโดยอนุโลมตามเขตตำบลแห่งราชอาณาจักร โดยรวมวัดในเขตตำบล…... ซึ่งแต่เดิมอยู่ในเขตตำบล………… ตั้งเป็นตำบลใหม่ ซึ่งเรียกว่า "ตำบล…………." อนุโลมตามตำบลแห่งราชอาณาจักร มี ๖ วัด คือ ๑) วัด……………………. ๒) วัด………………. ๓) วัด……………………. ๔) วัด………………. ๕) วัด……………………. ๕) วัด………………. อนึ่ง ตำบล……………………..ซึ่งมีเขตเปลี่ยนแปลง คงมี ๕ วัด คือ ๑) วัด……………………. ๒) วัด……………… ๒. ตำบล………….มีวัดไม่ถึง ๕ วัด เห็นควรให้รวมขึ้นในเขตปกครองของเจ้าคณะตำบล…………….. ซึ่งรวมแล้ว คงมี ๗ วัด คือ ๑) วัด…………………….. ๒) วัด……………….. ๓. ตำบล……………………กับตำบล………………..มีวัดตำบลละไม่ถึง ๕ วัด ควรรวมเข้าเป็นตำบลเดียวกัน เรียกว่า "ตำบล…………….." มี…………..วัด คือ ๑) วัด…………………… ๒) วัด…………………. ๔. ตำบล……………….…ตำบล………………..กับตำบล……….…………..มีวัดตำบลละไม่ถึง ๕ วัด เห็นควรรวมเป็นเขตปกครองเดียวกัน เรียกชื่อว่า "ตำบล……….แล้ว แบ่งเป็น……………เขต ดังนี้ ๑) ตำบล…………………..เขต ๑ มี……………วัด คือ (ก) วัด……………. (ข) วัด………….. ๒) ตำบล………………….เขต ๒ มี……………วัด คือ (ก) วัด…………… (ข) วัด…………………. ๕. ตำบล…………….มีวัดครบ ๕ วัด แต่เพื่อความเหมาะสมและสะดวกในทางปกครอง เห็นควรให้รวมขึ้นในเขตปกครองเจ้าคณะตำบล……………เมื่อรวมแล้วคงมี ๑๐ วัด คือ ๑) วัด………………………. ๒) วัด……………………… ๖. ตำบล……………..มี ๑๑ วัด เพื่อสะดวกในทางปกครอง เห็นควรให้วัด…………… ซึ่งเป็นวัดที่ ๑๑ รวมขึ้นในปกครองของเจ้าคณะตำบล………………..เมื่อรวมแล้ว คงมี……….วัด คือ ๑) วัด………………. ๒) วัด………………….. ๗. ตำบล………………..มี ๑๐ วัด เพื่อสะดวกแก่การปกครองและเพื่อความเจริญแห่งคณะสงฆ์ ควรให้แบ่งเป็น ๒ เขต ดังนี้ ๑) ตำบล………….. เขต ๑ มี ๕ วัด คือ (๑) วัด………………. (๒) วัด……………… ๒) ตำบล…………..เขต ๒ มี ๕ วัด คือ (๑) วัด………………. (๒) วัด……………… ฉะนั้น จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป.
กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง
…………………………….
(พระ……………………..) เจ้าคณะอำเภอ……………..
หมายเหตุ.- - แบบนี้ทำพอเป็นตัวอย่าง ตาม
-ใน ๑) ใช้สำหรับการกำหนดโดยอนุโลมตามข้อ ๕ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๔ และในการกำหนดโดยอนุโลมนี้ อาจใช้เหตุผลอย่างอื่นตามลักษณะของตำบล เช่น แต่เดิมเป็น ๒ ตำบลมานานแล้ว แต่วัดไม่เพียงพอ ครั้นภายหลังมีวัดเพิ่มขึ้นควรใช้ว่า "โดยที่ตำบล…………..และตำบล………..เดิมมีวัดตำบลละ ๔ วัด บัดนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งวัดเพิ่มขึ้นตำบลละ ๑ วัด เป็นเหตุให้แต่ละตำบลมีวัดครบ ๕ วัด ควรได้กำหนดเขตปกครองตำบลใหม่โดยอนุโลมตามตำบลแห่งราชอาณาจักร คือ……………….." -ใน ๒) ใช้สำหรับรวมตำบลที่มีวัดต่ำกว่า ๕ วัด ขึ้นในการปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่น (ข้อ ๔ วรรค ๑) -ใน ๓) ใช้สำหรับรวม ๒ ตำบลเข้าด้วยกัน (ระเบียบข้อ ๔ วรรค ๒) -ใน ๔) ใช้สำหรับรวม ๓ ตำบลเข้าด้วยกัน แล้วแบ่งเขต (ระเบียบข้อ ๕) -ใน ๕) ใช้สำหรับรวมตำบลที่มีวัดครบ ๕ วัด ขึ้นในปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่น -ใน ๖) ใช้สำหรับแยกวัดที่เกิน ๑๐ ไปรวมในปกครองของเจ้าคณะตำบลอื่น -ใน ๗) ใช้สำหรับแยกตำบลที่มีวัด ๑๐ วัด เป็น ๒ เขต หรือหลายเขต (ดูข้อกำหนด ต้องศึกษาว่า ลักษณะอย่างไรควรใช้วิธีใด ส่วนข้อที่ไม่ต้องการใช้ ก็ตัดออกเสีย) | ||||||
กฏมหาเถร ฉบับที่ ๑๗
กฎมหาเถรสมาคม
|
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๓๕ และมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มหาเถรสมาคมตรากฎมหาเถรสมาคมไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๒ กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เป็นต้นไป ข้อ ๓ ตั้งแต่วันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ยกเลิก (๑) กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๗ ( พ.ศ. ๒๕๐๖ ) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ (๒) กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๗ แก้ไขเพิ่มเติม ( พ.ศ. ๒๕๑๕ ) บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศอื่นใด ในส่วนที่กำหนดไว้แล้ว ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับกฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้แทน
หมวด ๑
ข้อ ๔ ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ “พระอุปัชฌาย์” หมายความว่า พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้ง ให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการให้บรรพชาอุปสมบทตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้ข้อ ๕ พระอุปัชฌาย์ มี ๒ ประเภท (๑) พระอุปัชฌาย์สามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ที่ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะใหญ่ (๒) พระอุปัชฌาย์วิสามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ที่ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช
หมวด ๒
ข้อ ๗ ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลหนึ่ง ให้มีพระอุปัชฌาย์เพียงหนึ่งรูป เว้นแต่ มีกรณีพิเศษข้อ ๘ พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีตำแหน่งในทางการปกครองชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป เว้นแต่พระอารามหลวง (๒) มีพรรษาพ้น ๑๐ (๓) ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรืออาพาธเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคเรื้อน หรือวัณโรคในระยะอันตราย (๔) มีประวัติความประพฤติดี (๕) เป็นที่นับถือของประชาชน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ (๖) เป็นเปรียญหรือนักธรรมเอก เว้นแต่ในบางท้องถิ่นซึ่งเจ้าคณะพิจารณาเห็นสมควรผ่อนผัน (๗) มีความสามารถฝึกสอนผู้อยู่ในปกครองให้เป็นพระภิกษุสามเณรที่ดี ตามพระธรรมวินัย และสามารถบำเพ็ญกรณียกิจอันอยู่ในหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ได้ (๘) มีความรู้ความสามารถ ทำอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์ ข้อ ๙ ในการแต่งตั้งพระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัดเป็น พระอุปัชฌาย์ ให้พิจารณาเลือกพระสังฆาธิการผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติตามข้อ ๘ แล้วรายงานรับรอง ขอแต่งตั้งเสนอขึ้นไปตามลำดับจนถึงเจ้าคณะภาค ดังนี้ (๑) ตั้งรองเจ้าคณะจังหวัดหรือเจ้าคณะอำเภอเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะจังหวัด เป็นผู้เสนอรายงานรับรองขอแต่งตั้ง (๒) ตั้งรองเจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบลเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะอำเภอเป็นผู้รายงาน รับรองขอแต่งตั้ง (๓) ตั้งรองเจ้าคณะตำบล หรือเจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะตำบลเป็นผู้ เสนอรายงานรับรองการแต่งตั้ง เมื่อเจ้าคณะภาคได้รับรายงานรับรองขอแต่งตั้งแล้ว ให้ดำเนินการฝึกซ้อมอบรม หรือสอบความรู้ตามความในข้อ ๔๑ เมื่อเห็นเป็นการสมควรแล้ว ให้เสนอรายงานรับรองไปยังเจ้าคณะใหญ่ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ต่อไป ข้อ ๑๐ ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค หรือเจ้าคณะจังหวัด เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือรายงานตามลำดับ เพื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งตามมติ มหาเถรสมาคม ในการแต่งตั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงเป็นพระอุปัชฌาย์ ให้เจ้าคณะจังหวัดพิจารณาเลือกแล้วเสนอรายงานรับรองตามลำดับ เพื่อทรงแต่งตั้งตามความในวรรคต้น ข้อ ๑๑ พระสังฆาธิการจะปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ได้ ต่อเมื่อได้รับตราตั้งพระอุปัชฌาย์แล้ว
หมวด ๓
ข้อ ๑๒ พระอุปัชฌาย์มีหน้าที่ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรได้เฉพาะตนและเฉพาะภายในเขต ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๔ แห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้
ข้อ ๑๓ พระอุปัชฌาย์ต้องพบและสอบสวนกุลบุตรให้ได้คุณลักษณะก่อนจึงรับให้บรรพชาอุปสมบทได้ คุณลักษณะของกุลบุตรนั้น ดังนี้(๑) เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตำบลหรืออำเภอที่จะบวช และมีหลักฐาน มี อาชีพชอบธรรม หรือแม้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอื่น แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นคนมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่คนจรจัด (๒) เป็นสุภาพชน มีความประพฤติดีประพฤติชอบไม่มีความประพฤติเสียหายเช่น ติดสุราหรือยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น (๓) มีความรู้อ่านและเขียนหนังสือไทยได้ (๔) ไม่เป็นผู้มีทิฎฐิวิบัติ (๕) เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ไม่เป็นคนชรา ไร้ความสามารถหรือทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ (๖) มีสมณบริขารครบถ้วนและถูกต้องตามพระวินัย (๗) เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเองและถูกต้องไม่วิบัติ ข้อ ๑๔ พระอุปัชฌาย์ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามเหล่านี้ (๑) คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน (๒) คนหลบหนีราชการ (๓) คนต้องหาในคดีอาญา (๔) คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ (๕) คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดทางพระศาสนา (๖) คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น วัณโรคในระยะอันตราย (๗) คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติกิจพระศาสนาได้ ข้อ ๑๕ พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทในวัดใด ต้องได้รับนิมนต์ของเจ้าอาวาสวัดนั้น ห้ามเข้าไปให้บรรพชาอุปสมบทในวัดของผู้อื่นโดยมิได้รับนิมนต์ของเจ้าอาวาส ข้อ ๑๖ เจ้าอาวาสผู้เป็นพระอุปัชฌาย์จะรับผู้ใดบวช ต้องมีผู้รับรองและให้ผู้รับรองของผู้ นั้นนำผู้จะบวชมามอบตัวพร้อมด้วยใบสมัครและใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทตามความในข้อ ๔๑ ซึ่งจะขอได้จากพระอุปัชฌาย์ ก่อนถึงวันบรรพชาอุปสมบทไม้น้อยกว่า ๑๕ วัน ให้เจ้าอาวาสผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ สอบสวนผู้จะมาบวชตามความในข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ ซึ่งปรากฎตามข้อปฏิญญาในใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท และสอบถามผู้รับรองตามข้อรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบท จนเป็นที่เข้าใจถูกต้องตรงกันดีแล้ว จึงรับใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบทและใบรับรอง แล้วดำเนินการฝึกซ้อมผู้จะบวชต่อไป ข้อ ๑๗ เจ้าอาวาสผู้มิได้เป็นพระอุปัชฌาย์ จะรับผู้ใดบวชในวัดของตนให้นำผู้สมัครขอบรรพชาอุปสมบทนั้น ไปมอบตัวแก่พระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท และใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบท ก่อนถึง วันบรรพชาอุปสมบทไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ข้อ ๑๘ใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบทและใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทให้ยื่นต่อเจ้าอาวาสผู้มิได้ เป็นพระอุปัชฌาย์ ๒ ฉบับ เพื่อเจ้าอาวาสเก็บรักษาไว้ฉบับหนึ่งและพระอุปัชฌาย์เก็บไว้ฉบับหนึ่ง ถ้าเจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ยื่นเพียงฉบับเดียว ข้อ ๑๙ พระอุปัชฌาย์เมื่อให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรแล้ว มีหน้าที่ต้องถือเป็นภารธุระปกครองดูแลสั่งสอนสัทธิวิหาริกของตนให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ต้องขวนขวายให้ได้รับการศึกษาพระธรรมวินัย และต้องออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริกตามความในข้อ ๔๑ เพื่อแสดงสังกัดถิ่นที่อยู่และความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศ ถ้าสัทธิวิหาริกผู้มีพรรษายังไม่พ้น ๕ จะไปอยู่ในวัดอื่นใด เมื่อพระอุปัชฌาย์เห็นสมควรก็ ให้สอบถามไปยังเจ้าอาวาสวัดนั้น เมื่อได้รับคำยืนยันรับรองที่จะปกครองดูแลสั่งสอนแทนได้ จึงให้ทำหนังสือฝากและมอบภารธุระแก่เจ้าอาวาสวัดนั้น ให้เป็นผู้ปกครองดูแลสั่งสอนแทนตน ถ้าสัทธิวิหาริกผู้นั้นมีพรรษายังไม่พ้น ๕ จะย้ายไปอยู่ในวัดอื่นต่อไปอีกให้เจ้าอาวาสผู้รับฝากปกครองแจ้งไปยังพระอุปัชฌาย์ เพื่อได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา ๒ แต่ถ้าพระอุปัชฌาย์นั้นพ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ก็ให้เจ้าอาวาสผู้ปกครองปฏิบัติการตามความในวรรค ๒
ข้อ ๒๐ พระอุปัชฌาย์ต้องส่งบัญชีสัทธิวิหาริกของตนตามความในข้อ ๔๑
หมวด ๔
ข้อ ๒๑ พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรได้ภายในเขตที่ระบุไว้ในตราตั้ง หรือเขตอำนาจที่ตนปกครองอยู่ในปัจจุบัน คือ ถ้าเป็น
(๑) เจ้าอาวาส ภายในวัดของตน (๒) เจ้าคณะตำบล ภายในเขตตำบลของตน (๓) เจ้าคณะอำเภอ ภายในเขตอำเภอของตน (๔) เจ้าคณะจังหวัด ภายในเขตจังหวัดของตน (๕) เจ้าคณะภาค ภาคในเขตภาคของตน (๖) เจ้าคณะใหญ่ ภายในเขตหนของตนพระอุปัชฌาย์ที่ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการมหาเถรสมาคม ไม่จำกัดเขต ข้อ ๒๒ ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น พระอุปัชฌาย์ผู้เป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งปกครอง ให้ บรรพชาอุปสมบทได้ในเขต อนุรูปแก่ตำแหน่งปกครองเดิมของตนตลอดเวลาที่ตนยังสำนักอยู่ในวัด หรือในเขตที่ตนเคยปกครองนั้นเว้นแต่เป็นเจ้าคณะภาคกิตติมศักดิ์ แม้มิได้อยู่ในเขตที่ตนเคยปกครองก็ให้บรรพชาอุปสมบทในเขตที่ตนเคยปกครองนั้นได้ ข้อ ๒๔ พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทนอกเขตของตนได้ ต่อเมื่อเจ้าของเขตขอร้อง หรือได้ขออนุญาตเจ้าของเขตตามฐานานุรูปดังกล่าวในข้อ ๒๑ และได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเขตแล้ว หรือได้ขอและรับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าคณะภาคเจ้าสังกัดเป็นครั้งคราว
หมวด ๕
ข้อ ๒๕ หน้าที่พระอุปัชฌาย์ต้องระงับในเมื่อ(๑) พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง และมิได้เป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งนั้น ๆ หรือถูกให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง (๒) ขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามความในข้อ ๘ (๓) ถูกเป็นจำเลยในอธิกรณ์ที่มีโทษถึงให้สึก และอยู่ในระหว่างไต่สวนพิจารณาวินิจฉัย (๔) ถูกถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์ ส่วนพระสังฆาธิการตำแหน่งตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดขึ้นไป ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือพิจารณาสั่งระงับ ข้อ ๒๗ การถอดถอนพระอุปัชฌาย์ตามความในข้อ ๒๕ (๔) ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ ในหมวด ๖ แห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้
หมวด ๖
ส่วนที่ ๑
ข้อ ๒๘ พระอุปัชฌาย์ ต้องเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติ ตามพระธรรมวินัย และกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีของสัทธิวิหาริก
ข้อ ๒๙ พระอุปัชฌาย์ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้ข้อ ๓๐ พระอุปัชฌาย์ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งหรือคำแนะนำชี้แจงของพระสังฆาธิการ ผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคมนี้ ข้อ ๓๑ พระอุปัชฌาย์ ต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง มิให้บรรพชาอุปสมบทกรรมวิบัติบกพร่องไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ
ส่วนที่ ๒
ข้อ ๓๒ ให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มีหน้าที่ควบคุมดูแลแนะนำชี้แจง หรือสั่งพระอุปัชฌาย์ในเขตบังคับบัญชาของตน ให้ปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์โดยเคร่งครัด
ส่วนที่ ๓
ข้อ ๓๓ พระอปัชฌาย์รูปใด ปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดจริยาต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์ (๒) ให้ระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ชั่วคราวไม่เกิน ๒ ปี (๓) เรียกตัวมาอบรมชั่วคราวไม่เกิน ๑ ปี (๔) ให้ทำทัณฑ์บน (๕) ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรข้อ ๓๔ การให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์นั้น จะทำได้ต่อเมื่อพระอุปัชฌาย์ละเมิดจริยาโดยจงใจให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามตามความในข้อ ๑๔ ในกรณีเช่นนี้ ให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาของพระอุปัชฌาย์นั้น รายงานโดยลำดับจนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้ง เมื่อได้สอบสวนและได้ความจริงตามรายงานนั้นแล้วให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์ ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่ง พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาเหนือ อาจสั่งให้พักหน้าที่ พระอุปัชฌาย์ก่อนได้ แต่ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้นดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัดให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้ สั่งพัก ข้อ ๓๕ พระอุปัชฌาย์รูปใด ละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓๔ เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาเห็นสมควรลงโทษสถานเบาลงมาสถานเดียว หรือหลายสถานโดยสมควรแก่ ความผิด (๑) ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้นดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัด ให้ผู้ บังคับบัญชารายงานเสนอตามลำดับจนถึงเจ้าคณะภาค เพื่อพิจารณาสั่งลงโทษ แล้วรายงานผู้มีอำนาจแต่งตั้งทราบ (๒) ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้น ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดขึ้นไป ให้ผู้บังคับบัญชารายงานเสนอตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้งเพื่อพิจารณาสั่งลงโทษ ข้อ ๓๖ ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์เคยถูกลงโทษตามข้อ ๓๓ (๓) (๔) และ (๕) มาแล้วไม่เข็ดหลาบ กระทำผิดอีก ให้ลงโทษในสถานที่หนักกว่าโทษเดิม ข้อ ๓๗ พระอุปัชฌาย์รูปใด ถูกระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ ๒๕ ก็ดี ถูกระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ ๓๓ (๒) ก็ดี ถูกพักหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ ๓๔ วรรค ๓ ก็ดี หากฝ่าฝืนให้ บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรอีก หรือถูกลงโทษตามความในข้อ ๓๓ (๒) แล้วไม่เข็ดหลาบ ละเมิดซ้ำอีกให้ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามความในข้อ ๕๔ (๓) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้บังคับบัญชารายงานโดยลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้งพระสังฆาธิการผู้ เป็นพระอุปัชฌาย์รูปนั้น เพื่อพิจารณาสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระสังฆาธิการ
หมวด ๗
ข้อ ๓๙ บุคคลผู้ได้รับบรรพชาอุปสมบทตามความในข้อ ๓๗ และข้อ ๓๘ ให้ถือว่าบรรพชาอุปสมบทโดยมิชอบ ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์อันพระภิกษุสามเณรจะพึงได้ ข้อ ๔๐ ในกรณีแต่งตั้งหรือถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ให้ผู้แต่งตั้งหรือผู้ถอดถอนแจ้งการแต่งตั้งหรือการถอดถอนไปยังสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ด้วยประการใด ให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตามความในวรรคต้น
( สมเด็จพระญาณสังวร )
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)